เพื่อรักแร้ที่ขาวเนียน

สมัยนี้คนเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายย่อม รักสวยรักงามเป็นธรรมดา ไม่มีใครหรอก ที่ไม่อยาก ให้ตัวเองสวย ตัวเองหล่อ ดูดีใน สายตาคนอื่น อย่างในวันนี้เรา จะมายกตัวอย่างถึงผู้หญิงส่วนใหญ่ ที่มีเรื่องให้คิด ไม่ตกว่า จะทำอย่างไรกับสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา นั่นก็คือปัญหา ของรักแร้นั่นเอง
สำหรับสาวสมัยนี้ แฟชั่นเสื้อผ้านานาดีไซน์ที่แข่งกันโชว์ว่าไหล่ของใครดูเซ็กซี่กว่ากัน ดูจากเสื้อแขนกุด แขนล้ำ สายเดี่ยว สายคู่ สายเล็ก สายใหญ่ บางทีก็กลายเป็น สายสปาเก็ตตี อุ๊ย ดูดึงดูดสายตาบรรดาหนุ่มๆ จังเลย ถามว่าแล้วจะมีสักกี่คนที่มั่นใจ เผยผิวใต้วงแขน ยกขึ้น ยกลงอย่างมั่นใจ เห็นมีแต่หนีบๆ ไว้ทำเหนียมอาย ไหนจะกังวล กับขน ที่บางครั้งอาจจะลืมถอน ปัญหาของกลิ่นใต้วงแขน หรือแม้แต่รักแร้ดำคล้ำ
คนไทยโดยเฉพาะสาวไทย อะไรๆ ก็อยากให้ดูขาวไปซะหมด หารู้ไม่ว่าการมีผิวเนียน นั้นดูสวยสุขภาพดีกว่าเป็นไหนๆ นะคะ ถ้าไม่มีรักแร้ขาวนวลเนียน อย่างนางแบบ โฆษณาโรลออนในทีวีแล้วล่ะก็ รักแร้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ถูกซ่อนเร้นไม่ให้ใคร เห็นเลยจะดีกว่า ปกติแล้ว รักแร้จะมีสีคล้ำกว่าผิวส่วนอื่น เพราะบริเวณนั้นค่อนข้าง จะเป็นตัวย่นรวมกัน การเสียดสีไปมาอาจจะทำให้ผิวสีเข้ม ทั้งๆ ที่ใต้ผิวก็มีต่อม พิเศษคอยผลิตไขมัน ( แต่มีกลิ่น ) ออกมาหล่อลื่นป้องกันการเสียดสี
ควันพิษจราจรติดขัดมีส่วนก่อโรค ไส้ติ่งอักเสบ-คนแก่เสี่ยงสุด

นักวิจัยชาวแคนาดาชี้ มลภาวะทางอากาศมีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการไส้ติ่งอักเสบได้ แม้รับควันพิษเข้าสู่ร่างกายเพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน
"คนที่รับไนโตรเจนออกไซด์เป็นเวลา 1 สัปดาห์ในช่วงที่เกิดมลภาวะทางอากาศสูงที่สุดในแคนาดา ระหว่าง เดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม มีโอกาสป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบสูงกว่าคนที่ไม่ได้รับมลภาวะเป็นพิษถึงเกือบ 2 เท่า และถ้าคนมีอายุ 64 ปีขึ้นไปได้รับมลพิษทางอากาศในช่วงเวลาดังกล่าว จะเสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า" ผลวิจัย ระบุ
นักวิจัยศึกษาข้อมูลจากประชากร 5,191 คน ที่เข้ารับการรักษาอาการไส้ติ่งอักเสบในโรงพยาบาล 3 แห่ง ในเมือง กายารี รัฐแอลเบอร์ตา ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 52.5 จะเข้าโรงพยาบาลช่วงเดือนเมษายน-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิอบอุ่นที่สุดในแคนาดา ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ออกมาใช้ชีวิตอยู่นอกบ้าน จึงมีโอกาสสูดเอาควันไอเสียไนโตรเจนออกไซด์จากยวดยานพาหนะเข้าสู่ร่างกายสูง ขึ้นตามไปด้วย
มลภาวะในอากาศกับการเป็นไส้ติ่งอักเสบจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาจเป็นไปได้ว่าผู้ชายทำงานกลางแจ้งที่ต้องเจอกับมลภาวะมากกว่าผู้หญิง อย่างไร ก็ตาม นักวิจัยต้องการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเชื่อมโยงนี้
ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า น่าสังเกตว่า สถิติผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบเพิ่ม ขึ้นมากในประเทศอุตสาหกรรมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 แต่ลดลงช่วงกลางและปลายทศวรรษที่ 20 ภายหลังจากทั่วโลกตื่นตัวออกกฎหมายดูแลสภาพอากาศ นอกจากนั้น ปัจจุบันยังพบผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นชาติ อุตสาหกรรมหน้าใหม่มากขึ้น โดยนอกจากมลภาวะเพิ่มโอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบแล้ว ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ เช่น โรคหอบหืด โรคเส้นเลือดสมอง และมะเร็ง
ที่มา : women.sanook.com
สุขภาพดีและมีความสุขแบบสาวสามวัย 20,30และ 40

ผู้หญิงวัย 20+ ยังมีฮอร์โมนเพศเต็มเปี่ยม สุขภาพแข็งแรง ส่วนสาววัย 30+ สุขภาพเริ่มถดถอยเพราะความเครียด และสาววัย 40+ ต้องระวังสุขภาพให้ดี
ดาราสาว สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน ใส่ใจดูแลสุขภาพและเตรียมวางแผนในอนาคตตัวเองเมื่อมีวัยมากขึ้น เพื่อที่จะได้มีสุขภาพดีและมีความสุขกับทุกวัยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี แล้วคุณล่ะคะ เตรียมสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีสำหรับอนาคตข้างหน้าหรือยัง ลองหันมาใส่สุขภาพดูแลร่างกายและจิตใจกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขไปนานๆ Lisa มีแบบทดสอบให้แก่ สาววัย 20+,30+และ 40+ พร้อมข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายเพื่อพยุงความแข็งแรงและอ่อนเยาว์ไว้นานๆ
สาววัย 20+
สาวๆวัยนี้มีร่างกายที่แข็ง แรงกระฉับกระเฉง มีกำลังวังชาดี และส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศและเป็นวัยที่เริ่มสร้างอนาคตกับ การทำงานหรือบางคนก็กำลังศึกษาเล่าเรียน เป็นวัยที่ยังไม่ค่อยมีเรื่องทุกข์กังวลหากต้องการคงความอ่อนเยาว์ไปนานๆ ก็ควรเตรียมตัวตั้งแต่วัยนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกให้หนาแน่น จึงควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ กีฬาที่เหมาะสมคือ Cross Training ออกกำลังกายหลากหลายชนิด เช่น จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน สเต็ปแอโรบิกในฟิตเนสสตูดิโอ หรือเล่นเทนนิสกับเพื่อนๆ แต่ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมเพราะจะทำให้เกิดความเครียดมากกว่า หรือฝึกเล่นโยคะเพื่อลดความเครียด นอกจากนี้ก็ควรรับประทานอาหารประเภทผักผลไม้ให้มากในแต่ละวัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว และทาโลชั่นกันแดดทุกวันก่อนออกจากบ้าน หลีกเลี่ยงแสงแดดแรงๆ(อาจกางร่ม หรือ สวมเสื้อแขนยาวเมื่อออกนอกบ้าน) แต่ควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆในตอนเช้าเพื่อเสริมวิตามินดีให้ร่างกายแค่นี้คุณก็จะคงความสาวและสุขภาพดี ไปนานๆ
สาววัย 30+
ผู้หญิงวัยนี้บางคนก็มีครอบครัว มีลูก ทำงาน หาเลี้ยงชีพ ซึ่งทำให้เครียดอยู่บ่อยๆแต่ผู้หญิงเป็นเพศที่แข็งแกร่ง จึงทำให้พวกเธอทนทานกับความกดดันได้ดีกว่าเพศชาย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกๆ การทำงานหาเลี้ยงชีพทั้งวัน ตกเย็นก็ต้องกลับมาดูแลครอบครัวและเมื่อเข้านอนก็ยังรู้สึกกังวลที่ยัง จัดการธุระต่างๆไม่เสร็จสิ้นอย่างที่ตั้งใจไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นแรงกดดันได้ดีจนถึงวัย 35 ปี แต่ถ้ายังมีความเครียดเรื้อรังก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ นั่นคือการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล(ฮอร์โมนแห่งความเครียด) อย่างต่อเนื่องทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ (คำถามที่ 1-3) และอาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้า (คำถามที่ 4) มีปัญหาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ และโรคเกี่ยวกับลำไส้มักเกิดขึ้นระหว่างอายุ 30-40 ปี นอกจากนี้ ความเครียดเรื้อรังก็เป็นตัวเร่งกระบวนการความชราให้เร็วขึ้น โดยวัด ได้จากส่วนปลายของโครโมโซม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนาฬิกาของเซลล์ร่างกายและหากมีความเครียดเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้กล้ามเนื้อตึงเครียดและทำให้ปวดหลัง คือ อย่งน้อยที่สุดหนึ่งในสามของคนไข้ที่ปวดหลัง ก็เนื่องมาจากจิตใจที่ส่งผลกระทบไปยังกระดูกสันหลัง โดยจะเห็นได้ชัดในผู้หญิงที่ขาดการดูแลและจัดการกับความเครียด รวมทั้งผู้ที่เป็นนักเพอร์เฟ็กชั้นนิสต์หรือคนที่ทะเยอทะยานกับสิ่งที่ทำให้ เป็นจริงได้ยาก ก็อาจทำให้เป็น Burnout Syndrome หรือป่วยเป็นโรคทางจิตเวชได้
ดื่มน้ำเมื่อท้องว่าง ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

เท รนด์สุขภาพจากญี่ปุ่นที่กำลังมาแรง คือการดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้า (ก่อนแปรงฟัน) เพราะจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำสามารถใช้ชะลอความแก่และบำบัดรักษาโรคต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปได้ผลเกือบ 100% เช่นอาการปวดหัว ปวดตามตัว โรคระบบหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด วัณโรค อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ โรคไตและยูริก โรคแสลงคลื่นไส้ต่างๆ โรคกระเพาะ โรคท้องร่วง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอาการท้องผูก โรคตา โรคมะเร็ง ประจำเดือนไม่ปกติ และโรคคอ หู จมูก เป็นต้น
วิธีปฏิบัติ
1. ทันทีที่ตื่นนอนตอนเช้า ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว (ประมาณ 640 ซีซี)
2. หลังจากนั้นสามารถล้างหน้าอาบน้ำได้ แต่ต้องไม่ดื่มหรือรับประทานอะไรเลย หลังจาก 45 นาทีแล้วจึงรับประทานได้ตามปกติ
3. หลังรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น 15 นาที ไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกระทั่ง 2 ชั่วโมงผ่านไป
ว่า กันว่าเมื่อทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้โรคที่เป็นอยู่ค่อยๆ บรรเทาและหายขาดได้ในที่สุด ที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นเท่านั้น ไม่ลองไม่รู้ !
ที่มา : women.sanook.com
ตาหวานฉ่ำ ด้วยท่าบริหารง่ายๆ
Happy Health
เรื่อง : ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ / ภาพประกอบ : นัฐวรรณ ปล้องทอง

พนักงานออฟฟิศอย่างเราๆ ใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แบบนั่งจ้องงานตรงหน้า เหมือนเล่นเกมจับผิดมิปาน สายตาก็ย่อมเหนื่อยล้าเหมือนขาที่วิ่งมาทั้งวัน บางทีอาจจะแสดงอาการปวดตา ปวดหัวเป็นระยะๆ หรือว่าอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก่อนที่ตาสวยของเราจะกลายเป็นตาแบบหมีแพนด้า หยุดเล่นเกมจับผิดสักครู่ แล้วมาเริ่มการบริหารสายตากันดีกว่าค่ะ
การบริหารลูกตา กล้ามเนื้อตา และสมองรับภาพ
การบริหารทั้งสามส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถมองภาพต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือ วางมือจากแป้นคอมพิวเตอร์ หลบหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ทุกๆ 1 ชั่วโมง จะดีที่สุด

1.การบริหารลูกตา
หลับตาใช้อุ้งนิ้ว ย้ำว่า ‘อุ้งนิ้ว' นวดเบาๆ วนรอบตาสัก 1 นาที หรือกระพริบตาถี่ๆ ทุกการใช้สายตาครบ 1 ชั่วโมง เพราะการกะพริบตาจะช่วยขับฟิล์มน้ำตาออกมาเคลือบตาของเราให้แลดูวิ้งๆ ปิ๊งๆ ตลอดเวลานั่นเอง

2.การบริหารกล้ามเนื้อตา
กล้ามตาของเรา เป็นส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อต่างๆ ที่ต้องการ ‘การพักผ่อน' มากกว่ากล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะว่าเราต้องใช้กล้ามตาแทบตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนอน อยากรู้ก็ลองสังเกตตอนคนที่บ้านของคุณหลับดูสิ... ยามที่เขาหลับสนิท เปลือกตาของเขาจะขยุกขยิกไปมา นั่นคือ ‘ช่วงกลอกตาเร็ว' นั่นเอง เห็นหรือเปล่าว่า ใช้กล้ามตามากจริงๆ แต่ไม่ต้องห่วง เรามีวิธีการดูแลตาให้สุขภาพดี ด้วยสูตร ‘จักษุสปา' สไตล์อายุรวัฒน์มาแนะนำกันค่ะ
สูตรจักษุสปา
เริ่มกันตั้งแต่ตื่นนอนเลย ต่อจากนี้ตื่นมาแทนที่จะขยี้ตา เปลี่ยนเป็นเอาตาซุกลงไปกับฝ่ามือเบาๆ ทิ้งไว้สัก 1 นาที เพื่อเป็นการปรับสายตาให้พร้อมกับการมองเห็นความจริงทุกประการ พอมาถึงที่ทำงาน ทำงานไปได้สักชั่วโมง ลุกขึ้นเดินไปเดินมาบ้าง กะพริบตาเพื่อให้ฟิล์มน้ำตาออกมาเคลือบลูกตา ก่อนพักเที่ยงก็กะพริบตาถี่ๆ อีกสัก 10 วินาที

ช่วงบ่าย สายตาเริ่มล้า ให้หลับตาปี๋ๆ เลย แล้วเบิ่งตาโต ทำสลับกันครั้งละ 10 วินาที เป็นเวลาประมาณ 1 นาที หรือจะใช้อุ้งมือนุ่มๆ (รอบนี้อุ้งมือนะ!) ของเรากดตาไว้เบาๆ สัก 1 นาทีก็พอ จะให้สดชื่นสายตาอีกสักหน่อยก็หาผ้าเย็นเช็ดหน้านุ่มๆ ชุบน้ำเย็นๆ มาประคบสายตาของเราไว้ประมาณ 10 นาที จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น

ก่อนเลิกงาน หลังจากปิดคอมพิวเตอร์แล้ว ให้นั่งหลับตา หาที่มืดนั่งเงียบๆ สักพัก เพื่อเป็นการพักลูกตา และสมองส่วนรับภาพ เมื่อถึงบ้านแล้ว ดูทีวีได้ตามปกติ แต่ไม่ควรปิดไฟทั้งห้องจนมืด เพราะแสงจากทีวีจะจ้ามาก เป็นผลเสียต่อจอตาของเรา ที่สำคัญควรปิดสวิตช์ตา ไม่เกิน 5 ทุ่ม นอนพักได้แล้ว

ก่อนเข้านอน ให้ทำการขอบคุณสายตาที่ถูกใช้งานมาทั้งวัน ด้วยการพนมมือทั้งสองขึ้นมา เอานิ้วจรดกัน แล้วเอาอุ้งนิ้วทั้งสองมาประทับกับเปลือกตาที่หลับลง นวดวนเบาๆ ตามเข็มนาฬิกาสัก 1 นาที หากคนที่ตาแห้งก็เพิ่มเป็น 2 นาที พอตื่นนอนก็วนทำแบบครั้งแรก รับรองงานนี้ ‘ตาหวานฉ่ำ' แน่ๆ

3.บริหารสมองรับภาพ
ง่ายๆ เพียงแค่ ‘กลอกตา' ไปมา แบบซ้ำๆ อย่ารีบ เดี๋ยวตาลาย ให้กลอกจากซ้ายไปขวา และบนลงล่าง ทำท่าแบบนี้เป็นการฝึกสมองไปในตัวด้วยค่ะ

ดูแลสุขภาพตาด้วย ‘จักษุโภชนา'
จำเป็นต้องกินผัก ‘เขียวจัด' อย่างคะน้า เพราะจะมีวิตามินเอเยอะ และ ‘เหลืองแจ๊ด' จำพวก ข้าวโพด ฟักทอง แครอท ซึ่งจะมีธาตุที่ชื่อ ‘ลูทีน' กับ ‘ซีแซนทิน' เป็นธาตุที่บำรุงสายตาโดยเฉพาะ ระวังเรื่องของการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรืออยู่ใกล้กระจกสะท้อน เพราะอาจเป็น ‘ต้อ' ได้ ให้ตรวจสอบว่า โต๊ะคอมพิวเตอร์ของเรา ตำแหน่งที่นั่งดีหรือยัง ตรวจสอบการสะท้อนของแสงที่เข้าตาของเรา ด้วยการปิดคอมพิวเตอร์แล้วเปิดไฟห้อง ดูว่าหน้าจอมีแสงไฟสะท้อนเข้าตาหรือเปล่า ถ้ามี ก็ต้องปรับตำแหน่งคอมพิวเตอร์จนกว่าจะไม่มีแสงสะท้อน
สายตาเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลย อย่าบอกว่าหขี้เกียจทำการบริหาร หรือไม่ว่างจากงานตรงหน้า หากวันหนึ่งสายตาของคุณแย่แล้ว คุณจะเอาสายตาดีๆ ของคุณมาทำงานต่อได้อย่างไร จริงหรือเปล่าคะ
ขอขอบคุณ
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ